วิธีเตรียมตัวรับมือ TCAS สำหรับน้องๆ #dek62 และสิ่งที่ผู้ปกครองควรทราบ

Back to อัพเดตข่าวสารการศึกษา

วิธีเตรียมตัวรับมือ TCAS สำหรับน้องๆ #dek62 และสิ่งที่ผู้ปกครองควรทราบ

สัปดาห์นี้คงเป็นสัปดาห์ที่น้องๆ #dek62 หรือ ม.6 ปีการศึกษา 2561 เปิดเทอมอย่างเป็นทางการ และเรียกได้ว่าเส้นทางการเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว (ถึงแม้ยังไม่ทางการก็ตาม)
ตอนนี้เริ่มมีน้องๆ หลายคนเข้ามาสอบถามถึงรายละเอียดของ #TCAS62 กันแล้ว ซึ่งจะบอกว่าตอนนี้พี่ๆ หลายคนยังไม่มีที่เรียนกันเลย! (ไปนั่งร้องไห้เงียบๆ มุมห้อง) ดังนั้นตอนนี้การที่ไปถามว่ารุ่นพี่เรียนที่ไหนก็อาจเป็นสิ่งต้องห้ามไปในตอนนี้..
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปีของน้องจะเป็นปีที่ 2 ของการใช้ระบบการคัดเลือก TCAS ดังนั้นเราคงต้องให้กำลังใจรุ่นพี่ต่อไป แต่ในส่วนของพวกเราคงต้องเตรียมตัวกันหน่อยล่ะ
สำหรับบทความนี้คงน่าจะเป็นบทความยาวที่จะมาบอกเล่าสิ่งที่ควรรู้และเตรียมตัวก่อนที่ฤดูกาลเข้ามหาวิทยาลัยจะมาถึงน้องๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
พร้อมแล้วใช่ไหม?
รีบหนีไปป!.. อ้าว ไม่ใช่ มาเริ่มกันเลยดีกว่า
 
 1. สิ่งที่ควรทราบ 
ก่อนอื่นใด น้องๆ ทำความเข้าใจกับระบบของ TCAS กันก่อนนะ เพราะไม่เข้าใจนี่มีงงแน่นอน
สำหรับระบบ TCAS แบ่งออกเป็น 5 รอบด้วยกัน โดย 5 รอบนี้ถือเป็นการจัดประเภทของน้องๆ ที่สนใจอยากเข้าศึกษา แบ่งเป็น
* รอบที่ 1 : รอบนี้ยื่น Portfolio หรือมีความสามารถพิเศษตามที่คณะกำหนด
* รอบที่ 2 : เรียกว่าโควต้า ซึ่งมีทั้งโควต้าพื้นที่ และโควต้าความสามารถพิเศษ ต้องมีสอบเพิ่มเติม
* รอบที่ 3 : เป็นรอบรับตรงทั่วไป เป็นการรวมเอารับตรงจากทุกมหาวิทยาลัยมารับรวมกัน เลือกได้สูงสุด 4 สาขาวิชา มีโอกาสติดทุกสาขาวิชา แต่เลือกไปสัมภาษณ์ได้แค่ที่เดียว
* รอบที่ 4 : หรือแอดมิชชัน รอบนี้เหมือนทุกปีไม่มีเปลี่ยนแปลง เลือกได้สูงสุด 4 สาขาวิชาเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ว่าเป็นการเลือกแบบมีลำดับ หากลำดับที่ 1 ติดแล้ว ลำดับอื่นๆ จะไม่ถูกประมวลผลเลย
* รอบที่ 5 : เป็นรอบที่รับอย่างอิสระ คือมหาวิทยาลัยจะจัดสอบใหม่ก็ได้ หรือจะรับโดยใช้คะแนนที่น้องๆ สอบมาแล้วก็ได้
โดยการสอบ GAT / PAT / วิชาสามัญ / O-Net ยังมีการสอบอยู่เหมือนเดิม แต่จะสอบติดกันและเหลือเพียง 1 ครั้งเท่านั้น คือช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนเมษายน (และหากมหาวิทยาลัยไหนอยากจัดสอบวิชาที่ไม่ซ้ำกับวิชากลางก็สามารถจัดสอบช่วงนี้ได้เช่นกัน)

2. ปีนี้อาจไม่เหมือนปีที่แล้ว.. 
สิ่งที่มีปัญหามากที่สุดคือ หลายคนศึกษาข้อมูลย้อนหลัง แต่ไม่ยอมอัปเดตข้อมูลใหม่ นี่เป็นข้อที่เราอยากจะเตือนต้นๆ คือ “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ” (จนกว่าระเบียบการรับสมัครในรอบนั้นๆ จะออกมาอย่างเป็นทางการ)
ดังนั้นกำหนดการต่างๆ, คุณสมบัติ, องค์ประกอบคะแนน, รอบที่สาขานั้นเปิดรับ, เกณฑ์ขั้นต่ำ ในปีที่แล้วอาจเปลี่ยนใหม่ได้ และบางทีที่เคยประกาศเมื่อต้นปี แต่ปลายปีหรือถึงรอบรับสมัครอาจเปลี่ยนไป หรือไม่มี ไม่รับแล้วก็เป็นได้.. ดังนั้นน้องๆ จะต้องตามอัปเดตด้วยตัวเองเสมอ ก่อนจะสมัครในรอบนั้นๆ
สิ่งที่ปีที่แล้วมีไว้ สามารถดูเป็นแนวทางได้ แต่ห้ามยึดตามนั้นเด็ดขาด.. เมื่อมหาวิทยาลัยประกาศก็ต้องอัปเดตใหม่นะ

3. ค้นหาตัวตนให้เจอ 
อย่างที่ทราบกันดีว่า ในระบบ TCAS มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “เคลียริงเฮาส์” (Clearing House) อยู่ในรอบที่ 1-2-3-5
เคลียริ่งเฮาส์คือการให้สิทธิ์ 1 คน : 1 ที่ เท่านั้น! เป็นการแก้ปัญหาจากปีที่ผ่านๆ มาที่รุ่นพี่เราชอบกั๊กที่นั่ง หรือจ่ายค่าเทอมที่อื่นๆ ไปก่อนแล้วมาตัดสินใจเลือกทีหลัง ทำให้หลายคนเสียสิทธิ์ไป (ซึ่งเมื่อก่อนก็มีเคลียริงเฮาส์นะ แต่มันช้าไปหน่อย และทุกสาขาวิชาไม่ได้เข้าร่วม)
มาในคราวนี้ เคลียริงเฮาส์ จะมารอน้องๆ อยู่หลังการคัดเลือกทุกรอบ เพื่อให้น้องๆ ยืนยันสิทธิ์ว่าจะเข้าศึกษาหรือไม่ หากยืนยันสิทธิ์แล้ว ในรอบต่อๆ ไปน้องจะไม่สามารถเข้ารับการคัดเลือกได้เลย (จนกว่าจะขอสละสิทธิ์ก่อนรอบใหม่จะเกิดขึ้น หรือตามวันที่มหาวิทยาลัยกำหนด)
นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไม “ต้องหาตัวเองให้เจอ”
เพราะว่าเวลาไม่รอใคร และเคลียริงเฮาส์ก็ไม่รอเราเช่นกัน มันเลยเป็นช่วงเวลาที่วัดใจว่า เรามั่นใจจริงๆ แล้วใช่ไหมที่จะเลือกเรียนสาขานี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้.. แล้วเราจะไม่เสียใจทีหลัง หรือมาสละสิทธิ์ทีหลังใช่ไหม?
หากเรายืนยันสิทธิ์และมาสละสิทธิ์ทีหลัง มหาวิทยาลัยไม่เก็บที่นั่งไว้ให้นะ แล้วน้องจะย้อนกลับมาไม่ได้ด้วย..
ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลืออีกเทอมกว่าๆ นี้ พยายามค้นหาความชอบของตัวเองให้เจอ และเลือกเส้นทางว่าจะเข้าสาขาไหน คณะไหน หรือไปทางไหนดี
 
แล้วถ้าไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ ทำยังไงดี?
 
ลองมองรอบตัวเองดูก่อน ว่าตัวเองชอบทำอะไรแล้วมีความสุขที่สุด สามารถทำมันได้ดี มีความพยายามกับมัน อยู่ด้วยแล้วสนุก ไม่รู้สึกว่าอยากหนีไปเท่าไรนัก แล้วลองค่อยๆ หาสิ่งที่เข้ากับตัวเอง มีความเป็นไปได้ และมองหาสาขาวิชาที่เหมาะกับเราดูนะ
ทำไมต้องชอบสิ่งที่ตัวเองทำ.. เพราะเวลาเรียนมหาวิทยาลัยมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ขนาดบางสิ่งที่เราชอบ มาเรียนจริงบางทีก็อยากวิ่งหนีไปให้ไกลก็ยังเคยมี อย่างน้อยการได้เรียนสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากอยู่กับมัน มันก็เหมือนเป็นสิ่งที่ยังเยียวยาจิตใจหรือยื้อเราไว้ในวันที่เราอ่อนแรงได้
เพราะถ้าเรียนไปเพราะไม่ชอบจริงๆ โอกาสที่จะมาเริ่มใหม่มีสูงพอสมควรเลย..
 
4. การเลือกสาขาวิชาที่เหมาะกับตัวเอง 
จากข้อเมื่อกี้ หลายคนสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้ไงว่าสาขาไหนจะเหมาะกับเราล่ะ?..
เดี่ยวนี้หลายเว็บไซต์มีแบบทดสอบค้นหาตัวเอง (ทปอ. ยังมีเลย) ลองกดเข้าไปทำดูก่อน ตอบตามความชอบจริงๆ แล้วมันจะแสดงสาขาวิชา หรือด้านที่เราถนัด แล้วค่อยมาดูว่ามีสาขาวิชาไหน หรือมหาวิทยาลัยอะไรที่ตรงใจกับเราบ้าง..
สิ่งที่อยากจะเตือนไว้คือ ให้น้องๆ “ดูชื่อสาขาวิชาเป็นหลัก” เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยบางทีสาขาที่อยากเรียนก็ไม่ได้จำเป็นจะอยู่คณะเหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น หรือ บางทีชื่อสาขาวิชาก็ไม่ได้บอกทุกอย่าง แต่ต้องมานั่งดูหลักสูตร หรือรายละเอียดการเรียนจากเว็บคณะ ถึงจะรู้ว่า อ๋อ.. ชื่อมันดูแปลกๆ แต่นี่แหละสาขาวิชาของเรา (ดูจาก มศว เป็นตัวอย่างได้)
การดูหลักสูตรถือเป็นสิ่งหนึ่งที่แนะนำให้ทำ เพราะเราจะทราบเลยว่าจะต้องเรียนอะไรบ้าง เรียนอย่างไร และพอจะเดาอนาคตได้ว่าน่าจะสนุก หรือน่าจะไม่ไหว (ชื่อสาขาวิชาเดียวกัน แต่ถ้าอยู่คนละมหาวิทยาลัยก็เรียนต่างกันนะ)
ถ้าเกิดว่ายังรู้สึกยังทำความรู้จักกับสาขาวิชานั้นไม่เพียงพอ.. ก็ไปงานเปิดบ้านของคณะ หรือมหาวิทยาลัยได้เลย แล้วถ้าโชคดีบางสาขาวิชามีเข้าค่ายด้วย! การที่ไปสัมผัสสถานที่จริง ของจริง ได้ถามรุ่นพี่จริงๆ มันก็จะทำให้เห็นภาพมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้เรามีแรงบันดาลใจมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน!
หรืออาจจะไปดูตามงานตลาดนัดหลักสูตร / งาน Education Fair, Expo ของเว็บไซต์การศึกษาต่างๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ
(ขายของสักครู่.. SWU OPEN HOUSE 2018 เจอกันเดือนพฤศจิกายนนี้นะ)
 
5. เป็นคนรักการอ่าน 
ในที่นี่เราไม่ได้หมายความว่าน้องต้องอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตายแต่อย่างไร (แบ่งเวลาให้ได้ก็พอ ว่าเวลาไหนควรเล่น เวลาไหนควรอ่านหนังสือ เวลาไหนเอาไว้อ่านจอยหรือปั่นวิว..)
แต่มันสัมพันธ์กับข้อ 2 ที่ว่า อยากให้น้องๆ ได้อ่านระเบียบการรับสมัครให้ดีให้ถี่ถ้วน!
โปรดรักการอ่านระเบียบการเถอะน้องๆ.. หลายสิ่งหลายอย่างมันมีในระเบียบการอยู่แล้ว ขอเพียงแค่น้องอ่านมันเท่านั้น อ่านแล้วทำความเข้าใจ อย่าอ่านผ่านๆ หรือให้เพื่อนดูให้แล้วเชื่อเพื่อนเต็มร้อย..
เพราะตัวอย่างที่พลาดและรอยนำ้ตามีให้เห็นบ่อยครั้งมากเลยทีเดียว
สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารที่สรุปผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ น้องๆ สามารถติดตามได้ไม่มีปัญหานะ แต่ก่อนจะสมัครในแต่ละรอบให้ตรวจสอบระเบียบการจากทางมหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพราะบางครั้งมหาวิทยาลัยอาจมีการอัปเดตข้อมูลแต่เว็บต่างๆ ยังไม่อัปเดต หรือเขียนผิดก็มีเช่นกัน

6. ตัวเลขอย่าสับสน
หลายคนชอบสับสนเรื่องปีการศึกษา ว่าตกลงอะไรยังไงกันแน่ ขอให้น้องเข้าใจกันตามนี้
* น้องๆ เป็นนักเรียนชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2561
* น้องๆ จะเข้าเป็นนิสิต, นักศึกษา ในปีการศึกษา 2562
* ดังนั้นเวลาดูระเบียบการรับสมัคร หรือสมัครเข้าศึกษาต่อ จะต้องดูของปีการศึกษา 2562
* GAT – PAT – 9 วิชาสามัญ ใช้สอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย จะต้องสอบและใช้คะแนนปี 2562
* แต่ O-NET เป็นการสอบจบช่วงชั้น ดังนั้นจะเป็นปีการศึกษา 2561 (ไม่สามารถสอบใหม่ได้)

7. วางแผนอนาคต 
หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเราอยากเข้าสาขาวิชาไหน คณะไหน ลองไปส่องระเบียบการปีที่แล้วหน่อยว่ารับรอบไหน ใช่คะแนนอะไรบ้าง แล้วมาวางแผนเตรียมตัวกัน..
โดยปกติแล้วแผนการรับนิสิตใหม่ของปีการศึกษา 2562 แต่ละมหาวิทยาลัยจะประกาศหลังจากมหาวิทยาลัยเปิดเทอมไปแล้ว (ประมาณปลายสิงหาคม – ปลายกันยายน) และจะเริ่มรับสมัครรอบแรกในเดือนตุลาคม 2561
ดังนั้นระหว่างรอ ก็ต้องเตรียมพร้อมโดยดูจากระเบียบการเก่าไปพลางๆ ก่อน..

Cr. https://seniorswu.in.th

Facebook Comments

Share this post

Back to อัพเดตข่าวสารการศึกษา