คณะโบราณคดี เรียนอะไรบ้าง? จบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?

Back to อัพเดตข่าวสารการศึกษา

คณะโบราณคดี เรียนอะไรบ้าง? จบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?

 

คณะโบราณคดี เรียนอะไรบ้าง? จบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?

คณะโบราณคดี คณะในฝันของวัยรุ่น
แคมปัส-สตาร์ ก็ไม่พลาดที่จะพาน้องๆ มาทำความรู้จักกับคณะโบราณคดี ภาควิชาโบราณคดี กันให้มากยิ่งขึ้น ว่าเมื่อเข้าไปเรียนแล้วจะต้องเรียนอะไรบ้าง และจบมาแล้วสามารถที่จะไปประกอบทางด้านไหนได้บ้าง พร้อมทั้งยังมีขั้นตอนการสมัคร SU-TCAS ของมหาวิทยาลัยศิลปากร มาบอกกันด้วยนะจ๊ะ
ประวัติความเป็นมา
คณะโบราณคดี ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนให้ผู้สนใจและมีสติปัญญาสูง ก้าวหน้าขึ้นไปเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดี รวมทั้งการผลิตนักศึกษาเพื่อเข้ารับราชการในกองโบราณคดี กรมศิลปากร และที่จะออกไปเป็นอาจารย์หรือเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวกับด้านโบราณคดี และเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีโบราณวัตถุสถานอยู่เป็นจำนวนมาก โบราณวัตถุสถานเหล่านี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาติ เป็นเครื่องผูกพันธ์และช่วยกระตุ้นเตือนให้คนในชาติรู้สึกภาคภูมิใจ รักชาติ รักษาเอกราช ของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดกาล การศึกษาโบราณคดีเท่ากับเป็นการช่วยรักษาวัฒนธรรมอันสูงส่งของชาติไว้ไม่ให้สูญหาย

พ.ศ. 2496 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เปิดเตรียมคณะโบราณคดีขึ้นอีกแผนกหนึ่ง ในโรงเรียนศิลปศึกษา (เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนช่างศิลป ในครั้งนั้นโรงเรียนศิลปศึกษา แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ จิตรกรรม โบราณคดี และช่างสิบหมู่ เตรียมคณะโบราณคดี มีหลักสูตร 3 ปี ผู้ที่เรียนจบชั้นปีที่ 2 ถ้าสอบได้คะแนนถึงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ มีสิทธิที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้เลย สำหรับผู้ที่สอบได้คะแนนไม่ถึงหรือต้องการประกอบอาชีพ ไม่ต้องการที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ก็เรียนต่อจนจบชั้นปีที่ 3 ก็จะได้รับประกาศนีบัตรเทียบเท่าชั้น ม. 6 สถานที่เรียนเมื่อครั้งเป็นโรงเรียนศิลปศึกษานั้น ใช้อาคารเก่าของกระทรวงคมนาคมซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่โรงละครแห่งชาติ และวิชาสามัญต่างๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ เรียนรวมกันทั้ง 3 แผนก
พ.ศ. 2498 มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เปิดคณะโบราณคดีขึ้น สถานที่เรียนของคณะโบราณคดียังอยู่ที่โรงเรียนศิลปศึกษา บางครั้งได้อาศัยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นที่ทำการชั่วคราวด้วย เมื่อตั้งคณะโบราณคดีขึ้นนั้น ทางคณะยังไม่มีอาจารย์ประจำ อาจารย์ที่สอนส่วนใหญ่เป็นข้าราชการจากกรมศิลปากรและอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ นักศึกษารุ่นแรก ในคณะโบราณคดีมีเพียง 6 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน คณบดีในสมัยนั้น คือ ศ.หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ แรกตั้งคณะโบราณคดีนั้นหลักสูตรเพียงขั้นอนุปริญญา ใช้เวลาศึกษา 3 ปี
ต่อมา พ.ศ. 2504 คณะโบราณคดีได้ขยายการศึกษาไปถึงขั้นปริญญาตรี รวมเป็นระยะการศึกษาทั้งหมด 4 ปีแบ่งการสอนออกเป็น 4 ภาควิชา ดังนี้
* ภาควิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์
* ภาควิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
* ภาควิชาภาษาตะวันออก
* ภาควิชาภาษาตะวันตก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ย้ายมาอยู่ที่ตำหนักพรรณราย บริเวณวังท่าพระ และในปี พ.ศ. 2517 ได้มีการปรับหลักสูตรใหม่ทั้งหมด กล่าวคือ การขยายการเรียนการสอน ออกไปเป็น 7 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาโบราณคดี, สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ, สาขาวิชามานุษยวิทยา, สาขาวิชาภาษาไทย, สาขาวิชาภาษาอังกฤษ, สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส และสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีหลักสูตรการศึกษา 4 ปี ผู้ที่จบการศึกษาจะได้ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต
สำหรับสาขาวิชาโบราณคดี การบริหารในระดับภาควิชาโบราณคดีได้แยกตัวออกมาในคราวนั้น และภาควิชาโบราณคดีมีการเรียนการสอนแบ่งเป็น สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ในปีการศึกษา 2538 ทางคณะฯ ยังได้เปิดสอนวิชาโทเพิ่มขึ้นอีกสาขาคือ สาขาวิชาพิพิธภัณฑสถานศึกษา ปัจจุบันภาควิชาโบราณคดีเปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาโบราณคดี ทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก
ภาควิชาโบราณคดี เรียนอะไรบ้าง?
สำหรับภาควิชาโบราณคดี เป็นภาควิชาที่จะเน้นการศึกาษาเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต โดยการศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีหรือทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นโบราณวัตถุและโบราณสถาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวของคุณในยุคสมัยอดีต ตั้งแต่การอยู่อาศัยกันเป็นชุมชน จำนวนประชากรในแต่บะสถานที่ และวัฒนธรรมที่เป็นเจ้าของโบราณวัตถุและโบราณสถานเหล่านั้น เนื้อหาของวิชาโบราณคดีที่ได้เปิดการเรียนการสอนถูกแบ่งออกเป็น 2 สาขา ได้แก่
1. โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หมายถึงสมัยอดีตช่วงก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
2. โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ หมายถึงสมัยอดีตในช่วงที่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณะอักษรแล้ว
และอีกหนึ่งสิ่งที่น้องๆ จะต้องรู้ก็คือ การเรียนคณะโบราณคดี ภาควิชาโบราณคดีจะได้เรียนนอกสถานที่ด้วย เพราะน้องๆ จะต้องไปดูสถานที่จริง แล้วจะต้องทำการขุดหาจริงๆ ในแต่ละสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โดยทางคณะอาจารย์จะเป็นคนกำหนดให้ว่าน้องๆ จะต้องไปศึกษาหรือขุดค้นกันที่ไหน (บอกได้เลยว่าน้องๆ ที่เรียนทางด้านนี้จะต้องเป็นคนที่ชอบศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์จริงๆ และก็มีความอดทนอีกด้วย เพราะการขุดค้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย)

คุณสมบัติของผู้สมัคร (โครงการรับตรง SU)
1. ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า
2. กรณีที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตร ไม่ต่ำกว่า 2.00 และต้องมีคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ แต่ละกลุ่มไม่ต่ำกว่า 2.50
3. กรณีที่สำเร็จการศึกษา ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตร ไม่ต่ำกว่า 2.00 และต้องมีคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ แต่ละกลุ่มไม่ต่ำกว่า 2.50
4. ต้องมีผลการทดสอบ GAT/PAT (GAT รวม 85 คะแนน ค่าน้ำหนัก 50 %)
5. ต้องมีผลคะแนนการทดสอบ 9 วิชาสามัญ โดยจะใช้คะแนนสอบวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ 3 วิชารวมกัน 50%
เรียนจบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
1. นักโบราณคดี
2. ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ (คนดูแลพิพิธภัณฑ์)
3. นักอนุรักษ์โบราณวัตถุ
4. นักอักษรศาสตร์
5. มัคคุเทศก์
6. อาจารย์สอนทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว
7. นักวิชาการอิสระ
8. นักเขียนสารคดี

Facebook Comments

Share this post

Back to อัพเดตข่าวสารการศึกษา